วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2558

รักษาหนังไก่ให้หายด้วยวิธีง่ายๆ


ผู้หญิงอย่างเราจะว่าไปก็มีเรื่องให้ต้องดูแลเยอะเหมือนกันนะคะ  กว่าจะสวยได้อย่างมั่นใจ  ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง  ผิวพรรณ  ผิวหน้า ทรงผม และอีกหลายๆ อย่างไม่เว้นแม้แต่บริเวณใต้วงแขนของเรา  ปัญหาที่พบได้บ่อยก็คือ ” รักแร้หนังไก่ ” นั่นเอง  มีสาวๆ หลายคนที่พบเจอกับปัญหารักแร้หนังไก่  อาจเพราะในอดีตเคยถอน หรือแว๊กซ์อยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นการรบกวนผิวหนังใต้วงแขนของเราอย่างรุนแรง  ทำให้ผิวหนังมีรอยไม่เรียบเนียน

แต่เมื่อ รักแร้หนังไก่ มันได้เกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ต้องรักษากันต่อไป  และ วิธีแก้รักแร้หนังไก่ ก็มีหลายวิธีเหมือนกัน  เพราะความรู้และนวัตกรรมในสมัยปัจจุบัน  สามารถเนรมิตผิวของคุณได้ดั่งใจต้องการเลยทีเดียว  มาดู วิธีแก้รักแร้หนังไก่ แบบง่ายๆ และได้ผลดีเยี่ยมกันเถอะ

วิธีแก้รักแร้หนังไก่ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด

ทาด้วยครีม Retin A  0.05% (เรตินเอ)

ให้ไปซื้อ Retin A  0.05% ที่ร้านขายยา  จะเป็นครีมหลอดสีฟ้า  ซึ่งมีส่วนผสมของกรดผลไม้แบบอ่อน  ทาครีมก่อนนอนทุกคืน   ผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ผิวรักแร้ที่เราทาครีมจะลอกค่ะ  ช่วงนี้ให้ทาครีมบางๆ คืนเว้นคืนก็ได้ค่ะ  ซัก 2 สัปดาห์ผิวรักแร้ที่เป็นหนังไก่ ก็จะหลุดลอกออกไปจนหมด  เหลือเพียงผิวหนังใหม่นุ่มเนียน บอบบางที่ได้เกิดขึ้นมาใหม่

ห้ามโกน หรือถอนขอนรักแร้อย่างเด็ดขาด

เพราะนี่คือสาเหตุหลักของการเกิดรักแร้หนังไก่นั่นเอง  เพราะเมื่อเราถอนบ่อยๆ จะเป็นการดึงให้ผิวหนังบริเวณรูขุมขนนูนออกมา  และบางที่หากเราถอนบ่อยๆ รากขนที่ยังเหลืออยู่ใต้ผิวหนังจะไม่สามารถงอกพ้นผิวหนังออกมาได้  เพราะมีโปรตีนเคอราตินสะสมอุดตันรูขุมขนอยู่นั่นเอง  นี่แหล่ะคือสาเหตุที่ทำให้เกิดตุ่มนูนขึ้นมามากมาย  รักแร้เป็นหนังไก่ ไม่เรียบเนียนและสากเหมือนกระดาษทราย  เราเรียกอาการแบบนี้ว่า ” ขนคุด ”

 ชัวร์ที่สุดด้วยการใช้เลเซอร์

ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นกับผิวหนังใต้วงแขน ไม่ว่าจะเป็น รักแร้หนังไก่  ผิวหนังดำคล้ำ  และผิวหนังที่ไม่เรียบเนียน  ซึ่งวิธีการใช้เลเซอร์จะได้ผลดีมาก  รักษารักแร้ดำ และรักแร้หนังไก่ได้อย่างถาวร  สามารถเห็นผลอย่างชัดเจนได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำเลยทีเดียว ซึ่งเราสามารถไปใช้บริการได้ที่คลีนิคเสริมความงามใกล้ๆ บ้านได้เลยนะคะ  อาจจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับหนึ่ง  และเพื่อรักษารักแร้หนังไก่อย่างถาวร  จำเป็นต้องไปรักษาตามนัดอีกซักระยะหนึ่งค่ะ

 สครับด้วยมะขามเปียกหรือน้ำมะนาวอยู่เป็นประจำ

ตอนที่คุณกำลังอาบน้ำ  ให้เอามะขามเปียกหรือน้ำมะนาวมาถูที่ใต้วงแขนของเรา  ถ้ามีฟองน้ำหรือใยบวบก็ให้เอามาขัดด้วยเลยนะคะ  ให้ขัดเบาๆ อย่าขัดแรงหล่ะ  เพราะถ้าเราขัดแรงจะทำให้ผิวที่บอบบางถูกเสียดสีจนหมองคล้ำนั่นเอง เมื่อขัดแล้วให้รอ 5 นาทีจึงอาบน้ำล้างออกให้หมด  ทำวิธีนี้เพียง 2 ครั้งต่อสัปดาห์  ผิวใต้วงแขนของคุณจะเนียนขึ้น  ขนคุดก็จะเรียบขึ้น และสีผิวก็จะใสสะอาดไม่ดำคล้ำอีกด้วย

 หลีกเลี่ยงโรลออน หรือน้ำหอมที่ทำให้เกิดการระคายเคือง

ถ้าคุณใช้ยี่ห้อไหนแล้วเกิดอาการแพ้  ให้หยุดใช้ทันทีและไปใช้ยี่ห้ออื่นแทน  แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สกัดมาจากธรรมชาติจะดีที่สุด  เพราะจะไม่มีสารเคมีที่ร้ายแรงต่อผิวนั่นเอง

หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดจนเกินไป

การที่เราสวมใส่เสื้อผ้าที่ฟิตจนเกินไป แน่นอนว่าจะต้องเกิดการเสียดสีของผิวหนังใต้รักแร้ที่บอบบาง  การระบายอากาศก็จะไม่ดี ดังนั้นควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ใส่แล้วสบาย ไม่ฟิตเกินไป และทางที่ดีก็ควรลดไขมันส่วนเกินด้วยนะคะ  จะได้สวมใส่เสื้อผ้าได้สบายมากยิ่งขึ้น

ใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว

ที่ร้านจำหน่ายเครื่องสำอางค์  จะมีผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวอยู่หลากหลายยี่ห้อ  คุณสมบัติก็คือจะเป็นกรดผลไม้อ่อนๆ ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าด้านนอกที่เป็นรักแร้หนังไก่ออกให้  เซลล์ผิวใหม่ได้ขึ้นมาทดแทน

ที่มา : รักษาหนังไก่ให้หายด้วยวิธีง่ายๆ

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558

รักษาสิวด้วยไข่ขาว

  ไข่ขาวที่ราคาฟองละ 3 บาท เชื่อไหมคะ ว่ามีหลากหลายวิธีการที่จะนำคุณประโยชน์จากไข่ขาว มาทำให้เป็นวิธีรักษาสิวอย่างดีและเห็นผลไว ได้เยอะเลยค่ะ




รักษาสิวด้วยไข่ขาว

มาร์คหน้าด้วยไข่ขาว
     ด้วยคุณสมบัติของไข่ขาวที่มีอิลาสตินสูง เหนียวเหมือนกาว และยังแห้งไว แถมไม่เป็นอันตรายต่อผิวหน้า เราจึงนำคุณสมบัติเหล่านี้มาใช้ในการรักษาสิวโดยเฉพาะสิวเสี้ยน และสิวหัวดำ เริ่มต้นด้วยการล้างหน้าให้สะอาด และตอกไข่ลงในชาม แล้วแยกไข่แดงออก ตีไข่ขาวให้ฟู (เหมือนทำไข่เจียว) จากนั้น นำสำลีไปชุบกับไข่ขาว แล้วนำมาทาบางๆ ให้ทั่วใบหน้า บางสูตรก็จะใช้สำลีแผ่น, ทิชชู หรือกระดาษซับมัน ชุบไข่ขาว แล้วนำไปมาร์คไว้ทั่วใบหน้า โดยเว้นบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปาก ทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที เมื่อไข่ขาวแห้งสนิท หน้าจะตึงๆ ไม่ต้องลอกออก ให้ล้างไข่ขาวออกด้วยน้ำอุ่นแล้วซับให้แห้ง จะรู้สึกว่าผิวเกลี้ยงเกลา และกระชับขึ้น เพราะตัวไข่ขาวนั้นช่วยชำระสิ่งสกปรก ทั้งสิวเสี้ยน สิวหัวดำ และเศษผิวหนังที่หลุดลอกออก แล้วยังช่วยกระชับรูขุมขน รวมถึงดูดสารพิษและเครื่องสำอางที่ตกค้างอยู่ในรูขุมขนด้วยค่ะ วิธีการนี้ควรทำสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง เมื่อมาร์คหน้าเสร็จแล้วก็ล้างหน้าอีกทีด้วยโฟมล้างหน้า

รักษาสิวอักเสบด้วยไข่ขาว
     นอกจากการกระชับรูขุมขน และลดสิวเสื้ยนแล้ว สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องสิวอักเสบ ไข่ขาวก็ช่วยในการรักษา ให้สิวอักเสบหายไวขึ้นได้อีกด้วย วิธีการไม่ยากเพียงนำไข่ขาวไปตีให้ฟองฟู เหมือนทำไข่เจียว แล้วนำสำลีชุบไข่ขาว นำไปแตะไว้บนหัวสิว ทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น สิวที่นูนจะยุบได้เร็วขึ้น สิวเห่อก็จะค่อยๆ ยุบลงด้วยค่ะ

ไข่ขาว + น้ำมะนาว สูตรกำราบสิวเสี้ยนแบบเห็นผลไว
     สูตรนี้หลักการเดียวกัน โดยเพิ่มน้ำมะนาวลงในส่วนผสม เพื่อให้กรดอัลฟาไฮดรอกไซด์ ที่มีฤทธิ์เป็นกรด ขัดผิวโดยธรรมชาติ ผสานกับอิลาสตินในไข่ขาว นำมาพอกหน้า แล้วเอากระดาษซับมันแปะไว้ให้ชุ่มๆ ทั่วใบหน้า ไข่ขาวจะทำให้รูขุมขนกระชับ ดูดซึมสิวเสี้ยนออกมาด้วยอิลาสติน และน้ำมะนาวจะทำให้ผิวสดใส แต่ขอบอกก่อนว่าสูตรนี้ไม่เหมาะกับคนที่มีสิวอักเสบ เพราะน้ำมะนาวจะทำรู้สึกแสบผิวหน้า

     วิธีรักษาสิวด้วยไข่ขาว เป็นวิธีการที่ง่ายและมากมายด้วยคุณประโยชน์จากธรรมชาติโดยแท้จริง ใครอยู่บ้านว่างๆ และอยากมีผิวหน้าสวยใสไร้สิว ลองนำไข่ขาวสักใบมาใช้ดู รับรองว่าง่ายและเห็นผลไวแน่นอน

ที่มา : รักษาสิวด้วยไข่ขาว

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วิธีแสนง่าย เปลี่ยนข้อศอกดำ เข่าด้านให้ขาวเนียนนุ่ม

ความสวยไม่เข้าใครออกใคร และความไม่สวยก็ไม่เข้าใครออกใครเช่นเดียวกันกับความดำด้านของ ข้อศอก และหัวเข่าที่มักจะมาเยี่ยมเยือนคุณสาวๆ แบบไม่แบ่งสี ไม่ว่าคุณจะมีผิวขาวหรือผิวดำ ถ้าคุณไม่ได้เกิดมาเป็นลูกคุณหนู  ผู้มีอันจะกิน  ชนิดที่ไม่ต้องทำงานหนักเอง ทิชชี่เชื่อว่าคุณต้องพบกับปัญหาข้อศอกดำ หัวเข่าด้านแน่นอนค่ะ




อันที่จริงปัญหาข้อศอกดำ หัวเข่าด้านนี้ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะเป็นคุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชาย คุณจะรวยหรือจน ทิชชี่เชื่อว่าทุกคนล้วนเคยเท้าโต๊ะในเวลาทำงาน เท้าแขนเวลานั่งเสวนา ปาร์ตี้กับเพื่อนฝูง  หรือแม้แต่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นจริงไหมคะ!?!

นั่นเป็นสาเหตุลำดับต้นๆ เลยละค่ะที่จะทำให้ผิวพรรณของคุณ โดยเฉพาะส่วนของข้อศอก และหัวเข่าดำด้านขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  เชื่อได้เลยว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่หลายคนมักมองข้าม  แต่คุณสาวๆ รู้หรือไม่คะว่า  หากปล่อยนานไป  โดยไม่มีการบำรุงหรือใส่ใจ  ข้อศอก และ หัวเข่าของคุณ ก็จะทวีความดำด้านและกร้านยิ่งขึ้น  ดูไม่งามไปกว่าเดิมนะคะ

หากคุณสาวๆ อยากจะมีข้อศอกและหัวเข่าที่เนียนนุ่ม น่ามองขึ้นกว่าเดิม ลองทำตามวิธีง่ายๆ แบบสบายกระเป๋าของทิชชี่ดูค่ะ




วิธีง่ายๆ ข้อแรกที่สาวๆ พึงควรทำเลยก็คือ พยายามอย่านำข้อศอกของคุณไปเสียดสีหรือกระแทกกับสิ่งของต่างๆ ไม่ควรเท้าศอกบบนโต๊ะ นั่งขัดสมาธิบนพื้นแข็ง เพราะนี่เป็นต้นเหตุลำดับต้นๆ ที่สั่งสมให้ข้อศอกและเข่า รวมถึงตาตุ่มของคุณดำด้านค่ะ

ถ้าหากคุณเลี่ยงวิธีข้างต้นไม่ได้จริงๆ ทิชชี่แนะนำให้ทำวิธีดังต่อไปนี้ค่ะ

- ใช้มะนาว หรือมะขาวเปียก นำมาขัด ข้อศอก หัวเข่า ตาตุ่ม บริเวณที่หยาบกร้าน ขัดๆ ถูๆ และปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด มะนาวหรือมะขามเปียกจะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกและทำให้ผิวขาว นุ่มขึ้น  เพื่อความขาวกระจ่างอย่างต่อเนื่อง ทิชชี่แนะนำว่าควรทำสม่ำเสมอเมื่อมีเวลา  ความหยาบกร้านของคุณก็จะลดลงไปอย่างเห็นได้ชัดเลยละค่ะ

- ใช้น้ำตาลทราย นำมาผสมกับเบบี้ออยล์ ทาที่หัวเข่า ข้อศอก ตาตุ่ม ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที หลังจากนั้น ใช้ใยบวบที่ใช้ถูหลังเวลาอาบน้ำ ถูเป็นวงกลมเบาๆ น้ำตาลจะช่วย ผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกไป  ส่วนเบบี้ออยล์ให้ความชุ่มชื่นกับผิวค่ะ


เมื่อทำการขัดๆ ถูๆ บริเวณที่หยาบกร้านแล้ว สิ่งที่คุณไม่ควรลืมคือ การทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำ  เพื่อผิวที่เนียนนุ่มขึ้นค่ะ  ทิชชี่รับรองว่าหากคุณทำเป็นประจำ  และสม่ำเสมอ ปัญหาข้อศอกดำ เข่าด้าน ตาตุ่มหยาบก็จะไม่เกิดกับคุณอย่างแน่นอนค่ะ 

ที่มา : วิธีแสนง่าย เปลี่ยนข้อศอกดำ เข่าด้านให้ขาวเนียนนุ่ม

^

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

15 เรื่องน่าทึ่งจาก...ไชน่า (สาธารณรัฐประชาชนจีน )

ประเทศจีนถือว่าเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ประเทศหนึ่งในโลกที่มีเรื่องราวต่างๆ มากมายมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หลายคนอาจจะรู้จักว่าเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะบ้าง หรืออาจจะรู้จักในนามประเทศที่มีของปลอมของก๊อบเยอะบ้าง ต่างๆ นาๆ ในวันนี้่ผมก็มีเรื่องราวน่าสนใจจากประเทศจีนที่ใครหลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนมาให้ได้ชมกัน มีอะไรบ้างไปดูกัน

รถมินิจากจีน

รุ่นนี้ เป็นรถมอเตอร์มินิ มี 2 รุ่น ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และ พลังงานไฟฟ้า วิ่งได้ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมากกว่า 120 กิโลเมตร ต่อครั้ง




คงสะดวกดีถ้าคิดว่าอยากจะขับไปไหนมาไหน ในระยะทางที่ไม่ไกลมาก ขนาดตัวรถกระทัดรัดเปรียบเสมือนมอเตอร์ไชด์แต่มีหลังคาหุ้ม กันฝน กันลม ปลอดภัยกว่าจักรยานยนต์ ราคาไม่หลักหมื่นเท่านั้นเอง! เท่ากับมอไซด์บ้านเรา ไม่ผิดกฎหมายในการนำเข้าและใช้รถประเภทนี้ในไทยซะด้วย

ความยาวของทางรถไฟจีน วนรอบโลกได้ถึง 2 รอบ




จีนมีทางรถไฟที่ยังใช้งานอยู่ยาว 93,000 กิโลเมตร ในขณะที่เส้นรอบวงของโลกมีความยาว 40,075 กิโลเมตร

จีนมีปริมาณถ่านหินนํ้าหนักเทียบเท่าปลาวาฬสีนํ้าเงิน 575 ล้านตัว




ประเทศจีนมีถ่านหินที่ถูกค้นพบแล้วถึง 1.15 แสนล้านกิโลกรัม เป็นประเทศที่มีปริมาณถ่านหินมากเป็นอันดับ 3 ของโลก

เพียงแค่ 2 ปี จีนผลิตซีเมนต์ได้มากกว่าที่อเมริกาเคยผลิตทั้งหมดในศตวรรษที่ 20




ประเทษจีนเป็นประเทศที่ผลิตซีเมนต์มากที่สุดในโลก และจีนเป็นประเทศที่ผลิตและใช้ซีเมนต์ถึง 60% ของจำนวนซีเมนต์บนโลกนี้

บุหรี่ฆ่าคนจีน 1 ล้านคนในทุกๆ ปี




องค์การอนามัยโลกได้มีการประเมินเพิ่มเติมอีกว่าในปี 2050 จะมีคนจีนตายเพราะบุหรี่เพิ่มเป็น 3 ล้านคนต่อปี (ดังนั้นอย่าสูบเลยนะจ๊ะ)

ประเทศจีนมีก๊าซธรรมชาติเทียบเท่าได้กับสระว่ายนํ้าโอลิมปิก 1.24 พันล้านสระ




ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับที่ 13 ของโลก โดยมีทั้งสิ้น 109.3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ในขณะที่สระว่ายนํ้าสำหรับการแข่งจันโอลิมปิกมีความจุเท่ากับ 88,000 ลูกบาศก์ฟุต

จำนวนการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของจีน มีปริมาณเพียงพอให้ชาวอัลจีเรียทั้งประเทศได้บริโภควันละ 3 มื้อตลอดทั้งปี




ประเทศจีนมีการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูงถึง 4.25 หมื่นล้านซองในปี 2011 เมือเทียบกับประชากรประเทศอัลจีเรียที่มีจำนวน 38.7 ล้านคนแล้ว จำนวนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี้เพียงพอต่อชาวในจีเรียทั้งประเทศเป็นเวลา 1 ปี (วันละ 3 มื้อ) เลยทีเดียว

ใน 1 ปี ชาวจีนบริโภคเนื้อหมูรวมแล้วเทียบเท่ากับนํ้าหนักของหอไอเฟล 5200 หอ




ประเทศจีนมีการบริโภคเนื้อหมูจำนวน 52 ล้านตันในปี 2012 ในขณะที่หอไอเฟลมีนํ้าหนักประมาณ 1 หมื่นตัน

ทรัพย์สินรวมของ 20 เศรษฐีที่รวยที่สุดในจีน มีมูลค่ามากกว่าค่า GDP ของประเทศฮังการี




ชาวจีนอาศัยอยู่ในถํ้ากว่า 30 ล้านคน เยอะกว่าประชากรของประเทศซาอุดิอารเบีย




จีนผลิตถุงเท้าถึง 8 พันล้านคู่ต่อปีจากมลฑลเดียว




มลฑล Datang ประเทศจีน ถูกเรียกว่าเป็นเมืองแห่งถุงเท้า เนื่องจากผลิตถุงเท้าถึง 8 พันล้านคู่ในแต่ละปี เป็นจำนวนที่เพียงพอต่อประชากรทุกคนบนโลกในปี 2011

ชาวจีนฆ่าตัวตายเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับอเมริกา




อัตราการฆ่าตัวตายของประเทศจีนอยู่ที่ 22.2 คนต่อประชากร 100,000 คน ในขณะที่สหรัฐอเมริกานั้นอยู่ที่ 10.3 คนต่อประชากร 100,000 =คน

ประเทศจีนใหญ่เกือบเท่าทวีปอเมริกา แต่มีเวลาสากลแค่เวลาเดียว




ด้วยความที่ประเทศจีนเป็นประเทศที่ใหญ่ จึงทำให้มีเวลาสากลหรือ time zones แตกต่างกันถึง 5 เวลา แต่เมื่อปี 1949 เหม๋า เจ๋อ ตุง ได้ปรับให้เหลือเพียงเวลาเดียวเพื่อเป็นการสร้างความสามัคคีในชาติ

ประชากรจีนจะใช้จ่ายมากขึ้นเป็น 3 เท่าในปี 2020




มีการคาดการณ์เอาไว้ว่าในปี 2020 ประชากรจีนจะใช้จ่ายมากขึ้นเป็นตัวเลขถึง 6.18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มากขึ้น 3 เท่าเมื่อวัดจากปี 2010 ที่ 2.03 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ครึ่งหนึ่งของจำนวนหมูทั้งหมดในโลกอยู่ที่จีน




เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีการบริโภคเนื้อหมูมากที่สุดในโลก จึงมีจำนวนหมูถึง 475 ล้านตัวอาศัยอยู่ในจีนหรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนหมูทั้งโลก

ที่มา: http://www.online-station.net/entertainment/story/332

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

8 วิธีดื่มเหล้า เพื่อสุขภาพ


เป็นที่รู้กันอย่างดีอยู่แล้วว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นให้โทษต่อร่างกายมากมายมหาศาล แต่ถ้าเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบปะสังสรรค์เพื่อเข้าสังคมแล้วล่ะก็ เทคนิคดื่มเหล้าเพื่อสุขภาพเหล่านี้จะสามารถช่วยให้คุณดื่มเหล้าได้อย่างไม่ต้องกังวลว่าจะเสียสุขภาพอีกด้วย

1. ลดปริมาณ
ถึงแม้ว่าในบรรดาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้าจะเป็นเครื่องดื่มที่คาร์โบไฮเดรตต่ำที่สุด แต่ก็ยังส่งเสียต่อสุขภาพได้หากดื่มมากเกิน ซึ่งผลวิจัยของ University of Western Ontario ชี้ว่า เบียร์กับไวน์แดงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเหล้า เพราะเบียร์และไวน์แดงมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่าเหล้า ซึ่งลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและมะเร็งตับได้ดีกว่า

2. เบาๆ ไว้ก่อน
สำหรับคนที่ชอบดื่มเหล้าผสมกับมิกเซอร์ น่าจะลองเปลี่ยนมาเป็นการดื่มแบบเพียวๆ กับน้ำแข็งจะดีกว่า เพราะมิกเซอร์ส่วนใหญ่มีน้ำตาลและแคลอรี่สูง ซึ่งกระทบกับการเติบโตของกล้ามเนื้อ ส่วนใครที่ไม่อยากแฮงค์ในตอนเช้าก็เลือกเหล้าที่มีความเข้มของแอลกอฮอลล์ในปริมาณที่น้อยลงมาจะดีกว่า

3. ไวน์แดงดีกว่าไวน์ขาว
เหตุผลก็เพราะมีงานวิจัยจาก Harvard Medical School ในปี 2013 เปิดเผยว่า สารเรสเวอราทรอล ที่พบในไวน์แดง มีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย และป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควรอีกด้วย

4. ดื่มวันละนิด
การดื่มไวน์ในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นหวัดได้ ซึ่งเป็นการศึกษาของ American Journal of Epidemiology ที่ชี้ว่า การดื่มไวน์ 8-14 แก้วต่อสัปดาห์ สามารถลดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดไข้หวัดได้ถึง 60% จากการศึกษากับตัวอย่าง จำนวน 4,000 คน

5. ดื่มแล้วใจดี
ผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Heart Association Journal บอกว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ช่วยเพิ่มระดับคอเรสเตอรอลที่ดีในเลือด เมื่อดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ถึง 30% และช่วยให้หัวใจเต้นปกติ

6. ดื่มสร้างไอเดีย
คุณคงเคยเห็นคนที่ทำงานในสายอาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ จะชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นพิเศษ นั่นก็เพราะว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของคนได้นั่นเอง อ้างอิงได้จาก ผลการศึกษาจาก University of Illinois ในปี 2012 ที่บอกว่าคนที่มีอาการเมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงที

7. ดื่มนิดสะกิดสมอง
หลายคนทราบดีอยุ่แล้วว่า เหล้าสามารถทำลายเซลล์สมองได้ แต่นั่นคือการที่ดื่มในปริมาณมากๆ แต่หากเปลี่ยนเป็นจิบวันละนิด ก็จะเป็นผลดีต่อสมองได้เช่นกัน ตามที่งานวิจัยในวารสาร British Medical Journal ที่บอกว่า การจิบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณน้อยๆ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

8. อย่าดื่มมากไป
ถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีข้อดีมากมายแค่ไหน แต่ข้อเสียของมันก็ยังมีมากกว่าอยู่ดี หากดื่มเป็นประจำในปริมาณมากๆ ก็จะเป็นที่มาของปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็ง โรคตับ โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการลดปริมาณการดื่มลดให้ได้มากที่สุด ก็จะห่างไกลจากโรคต่างๆ รวมถึง โรคเบาหวาน ด้วย

รู้แบบนี้แล้วก็อย่าลืมเอาไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อที่จะได้มีสุขภาพที่ดีแข็งแรงไปนานๆ กันนะครับ

ที่มา: http://www.sharesara.com/drink-for-health/

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กลุ่มกล้ามเนื้อและท่าออกกำลังกาย เบื้องต้น

กลุ่มกล้ามเนื้อ ท่าออกกำลังกาย
PECTORALIS กล้ามเนื้ออก chest press
TRAPEZIUS กล้ามเนื้อหลัง Let-pull-down
LATISSIMUS DORSI ปีกข้างสไตว์ Let-pull-down
RECTUS ABDOMINOS กล้ามเนื้อท้องส่วนหน้า Abdominal crunch
GLUTEUS MAXIMUS กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง + กล้ามเนื้อก้น Leg curl
RECTUS FERNORIS กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า Leg extension
DELTOLD กล้ามเนื้อหัวไหล่ Shoulder press
GAS TROCMENIUS กล้ามเนื้อน่อง + ข้อเท้า Standing calf raise
TRICEPS กล้ามเนื้อต้นแขนด้านหลัง Triceps curl
BICEPS กล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้า Biceps curl

ปรับปรุ่งเพิ่มเติมภายหลัง

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ข้อมูลเกี่ยวกับแคลอรี่ในเครื่องปรุง


มาดูกัน ! 19 เครื่องปรุงรสจากธรรมชาติที่แคลอรีนิดเดียว

          ใครอยากรู้บ้างว่า เครื่องปรุงแต่ละชนิดที่เราใช้ปรุงอาหารกันอยู่ทุกวันนั้นมีปริมาณแคลอรีเท่าไหร่กันบ้าง วันนี้กระปุกดอทคอมมีคำตอบมาฝาก เพื่อคนรักสุขภาพจะได้เข้าใจตรงกันว่า เครื่องปรุงเพิ่มรสชาติอาหารจากธรรมชาติอันไหนมีแคลอรีเท่าไร จะได้เลือกปรุงเลือกใช้กันอย่างเหมาะสม

          เครื่องปรุงรสกับอาหารเพื่อสุขภาพดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไปด้วยกัน ไม่ได้สักเท่าไหร่ เพราะอย่างที่รู้ ๆ กันว่า บรรดาเครื่องปรุงต่าง ๆ นั้นผ่านกรรมวิธีการผลิตต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการหมักดอง หรือการใช้ความร้อน ผ่านการขัดสี แถมเครื่องปรุงหรือส่วนผสมก็ต้องผ่านการเติมสารเคมีบางชนิดเพื่อให้อยู่ได้นานยิ่งขึ้น และเพราะอย่างนี้นี่เองที่ทำให้คนรักสุขภาพไม่ค่อยอย่างจะยุ่งเกี่ยวกับเครื่องปรุงสักเท่าไหร่ และผลที่ออกมาก็คืออาหารเพื่อสุขภาพที่เรามักจะเห็นหรือเคยได้ลิ้มลองจึงมีรสชาติที่จืดชืด กินเข้าไปบ่อย ๆ แล้วอาจจะดูเป็นการใจร้ายกับลิ้นไปเสียหน่อย แต่หารู้ไม่ว่าเครื่องปรุงจากธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพและไม่ผ่านกรรมวิธีการผลิตยังมีอีกมากมาย แถมยังมีแคลอรีต่ำ อย่างเช่นที่เว็บไซต์ dailyburn.com  นำมาแนะนำให้เราได้ทราบกัน 



 1. น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ = 4 แคลอรี
            
           น้ำมะนาวคือส่วนผสมที่ทำให้รู้สึกอยากอาหารมากยิ่งขึ้น เพราะในเจ้าน้ำมะนาวที่มีรสชาติเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดนี้เองสามารถช่วยทำให้อาหารทุกชนิดอร่อยขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์เลยละค่ะ ซึ่งน้ำมะนาวนี้สามารถนำไปทำเป็นน้ำสลัดโดยการนำน้ำมะนาว 1 ผลผสมกับน้ำมันมะกอกเพียง 1 ช้อน หรือบีบน้ำมะนาวเพียงเล็กน้อยลงบนอาหารคลีนจากโปรดของคุณเพื่อเพิ่มรสชาติก็ได้ค่ะ รับรองว่าจะทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้นได้อย่างแน่นอนเลยล่ะ



 2. แตงกวาสไลซ์ 1 ชิ้น = 1 แคลอรี
            
           แตงกวา นอกจากจะสามารถนำมารับประทานกับอาหารเพื่อตัดความเลี่ยนได้แล้ว ยังสามารถนำทำเป็นเครื่องดื่มได้อีกด้วย เพียงแค่นำแตงกว่ามาสไลซ์เป็นแผ่นแล้วใส่ลงในน้ำดื่ม ก็จะกลายเป็นเครื่องดื่มแล้วที่ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นทีเดียว แถมในแตงกวานั้นอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี วิตามินเอ วิตามินเค ธาตุเหล็ก แคลเซียม และโพแทสเซียม สารอาหารมากมายขนาดนี้คงไม่มีใครอยากพลาดแน่นอนเลย ยิ่งถ้าเวลาดื่มเครื่องดื่มเหล่านั้น รับประทานแตงกวาไปด้วยละก็ ก็จะยิ่งทำให้ได้สารอาหารมากขึ้นกว่าเดิมด้วยล่ะ



 3. น้ำส้มคั้นสด 1 ช้อนโต๊ะ = 7 แคลอรี
             
           เชื่อหรือไม่ว่า แค่เพียงน้ำส้มคั้นสด 2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำมันมะกอก ก็สามารถกลายเป็นน้ำสลัดสุดอร่อยได้แล้ว แถมในน้ำส้มยังอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยในการสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และยังมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย ฉะนั้นถ้าอยากได้รสชาติเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ให้อาหารจานโปรดแบบไม่อ้วน น้ำส้มคั้นก็เป็นตัวเลือกที่ดีนะ



 4. ซอสพริก 1 ช้อนชา = 2-5 แคลอรี
             
           โดยส่วนใหญ่แล้วซอสพริกมักจะมีแคลอรีต่ำ แถมยังช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารได้หลากหลายจาน ไม่ว่าจะเป็นเมนูทอด เมนูย่าง หรือแม้แต่เติมอาหารต่าง ๆ ใครชอบรสชาติเผ็ด ๆ ไม่ควรมองข้ามเครื่องปรุงชนิดนี้เลยล่ะค่ะ รับรองว่ารับประทานแล้วไม่อ้วน แต่ก็ควรจะเลือกที่มีส่วนผสมของน้ำตาลน้อย หรือไม่ก็ไม่มีเลยจะดีที่สุดค่ะ


 5. สมุนไพรสด 1 ช้อนโต๊ะ = น้อยกว่า 1 แคลอรี
             
           สมุนไพรไม่ได้มีประโยชน์แค่ในแง่ของคุณค่าทางโภชนาการหรือช่วยรักษาอาการป่วยเท่านั้น แต่มันยังช่วยปรุงแต่งให้อาหารที่มีรสชาติที่ดียิ่งขึ้นได้ อีกด้วย อาทิเช่น ใบพาสเลย์ พริกไทยอ่อน หรือแม้แต่สมุนไพรไทย ๆ อย่าง ใบมะกรูด เป็นต้น โดยวิธีการเก็บรักษาก็ไม่ยาก เพียงล้างน้ำให้สะอาดแล้วซับน้ำออกด้วยผ้าแห้งหรือกระดาษทิชชู่ แล้วนำใส่กล่องพลาสติกแช่ไว้ในตู้เย็น ก็จะทำให้เก็บเอาไว้ได้นานขึ้นค่ะ



 6. เครื่องปรุงที่ปราศจากเกลือเป็นส่วนผสม 1 ช้อนชา = น้อยกว่า 1 แคลอรี
             
           เครื่องปรุงที่เราเห็นกันตามซูเปอร์มาร์เกตล้วนแต่ช่วยปรุงแต่งให้อาหารมีรสชาติที่ดีขึ้น แต่เครื่องปรุงบางชนิดก็มีปริมาณโซเดียมมากเกินไปจนน่ากลัว หากไม่เสียเวลานัก ลองอ่านฉลากและเลือกเครื่องปรุงที่ปราศจากเกลือ หรือมีโซเดียมน้อย เพราะเครื่องปรุงที่ปราศจากเกลือ จะช่วยลดปริมาณโซเดียมได้ถึง 200 มิลลิกรัมต่อช้อนชาเลยทีเดียว แถมเครื่องปรุงเหล่านี้ยังมีแคลอรีต่ำไม่ทำให้ต้องหนักใจเรื่องแคลอรีอีกด้วยล่ะค่ะ



 7. ผงกะหรี่  1 ช้อนโต๊ะ = 7 แคลอรี
             
           ผงกะหรี่ที่เรามักนิยมนำมาทำอาหาร มีการศึกษาพบว่าผงกะหรี่ช่วยป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งได้ นอกจากนี้ยังเข้าได้ดีกับเต้าหู้และเนื้อไก่ แถมยังมีแคลอรีต่ำ ช่วยทำให้อาหารมีสีสันน่ารับประทานและรสชาติดียิ่งขึ้นอีกด้วย คราวหน้าถ้าต้องไปซื้อของอย่าลืมลองหยิบผงกะหรี่ติดมาด้วยนะคะ



 8. ออริกาโน 1 ช้อนชา = 3 แคลอรี
             
           เชื่อว่าเครื่องเทศชนิดนี้ใคร ๆ ก็คงจะคุ้นเคย เพราะเรามักจะใช้ออริกาโนโรยลงบนพิซซ่าให้มีกลิ่นหอม ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าเจ้าเครื่องเทศชนิดนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่โรยหน้าพิซซ่าเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปปรุงอาหารให้มีกลิ่นน่ารับประทานได้อีกหลายอย่างเลยล่ะ ไม่ว่าจะนำไปโรยหรือทาลงบนเนื้อสัตว์ก่อนนำไปอบ หรือจะนำไปโรยลงบนสลัด แม้แต่นำไปผสมกับน้ำมะนาวสำหรับอาหารสไตล์กรีกก็ทำได้ แถมยังมีแคลอรีต่ำอีกด้วยค่ะ



 9. ยี่หร่า 1 ช้อนชา = 7 แคลอรี
             
           ยี่หร่า เป็นเครื่องเทศที่นิยมใช้ในการปรุงแต่งอาหารกันในประเทศตะวันออกกลาง มีรสชาติคล้ายกับพริกไทยที่เราเห็นกันทั่วไป แถมยังมีธาตุเหล็กสูงและแคลอรีต่ำอีกด้วย ถ้าหากอยากได้รสชาติที่แปลกไปละก็ขอแนะนำให้ลองใช้ยี่หร่าแทนพริกไทยดูนะ ไม่ว่าจะโรยกับอาหารหรือของว่างอะไรก็อร่อยทั้งนั้นเลย คอนเฟิร์ม !



 10. ขมิ้น 1 ช้อนชา = 1 แคลอรี
             
           เครื่องเทศอินเดียชนิดนี้ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายเลยทีเดียว เพราะเจ้าขมิ้นมีฤทธิ์ช่วยต้านอาการอักเสบ และยังในระบบย่อยอาหารและบรรเทาอาหารปวดเมื่อยได้อีกด้วย แค่เพียงใส่ขมิ้นลงสัก 1 ช้อนชาลงไปในอาหาร ก็จะทำให้อาหารมีสีสันและรสชาติดีขึ้น หรืออาจจะนำผงขมิ้นไปผัดกับน้ำมันมะกอกและหัวหอม ซูกินี หรือมะเขือ แค่นี้ก็จะได้อาหารน่ารับประทานที่มีทานแล้วรับรองไม่มีอ้วน แถมยังได้ประโยชน์จากขมิ้นไปเต็ม ๆ



 11. ขิงสด 1 ช้อนชา = 2 แคลอรี
             
           โดยปกติแล้ว เราแทบจะไม่ได้รับประทานขิงสดกันเลย เพราะขิงสดนั้นมีรสชาติที่เผ็ดร้อนมากจนทำให้รับประทานยาก เลยทำให้คนส่วนใหญ่มักจะรับประทาน มันจากการดื่มน้ำขิงแทน แต่หารู้หรือไม่ว่า ขิง สามารถไปได้ดีกับอาหารบางชนิด ไม่ว่าจะเป็นสลัด หรืออาหารจีนบางชนิด อย่างเช่น ปลานึ่งซีอิ๊ว หรือผัดขิง คราวหน้าถ้าอยากให้อาหารที่รับประทานมีรสชาติมากขึ้น ก็ลองใส่ขิงสดลงไปนะคะ เพราะขิงสดถือเป็นยาแผนโบราณของจีนที่ช่วยรักษาได้มากมาหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน และปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารต่าง ๆ  ค่ะ รับประทานสด ๆ รับรองได้ประโยชน์เพียบนะบอกเลย



 12. โรสแมรีสด 1 ช้อนโต๊ะ =  - 2 แคลอรี, โรสแมรีอบแห้ง 3 ช้อนชา = - 3 แคลอรี 
             
           โรสแมรี่เป็นแหล่งสะสมของธาตุเหล็กและแคลเซียมอย่างดีที่ไม่ควรพลาด แถมยังมีฤทธิ์ช่วยต้านอาการอักเสบ ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย นอกจากนี้กลิ่นของโรสแมรียังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมาะกับการนำไปปรุงแต่งอาหารประเภทอบอย่างมากเลยล่ะค่ะ เพราะเวลาที่อบเนื้อสัตว์หากโรยโรสแมรีลงไปด้วย กลิ่นของโรสแมรี่จะซึมเข้าไปในเนื้อสัตว์ ทำให้กลิ่นหอมหวนชวนรับประทานอย่างมากเลยล่ะ หรือถ้าไม่มีโรสแมรี่สด ลองมองหาโรสแมรี่แบบอบแห้งมาโรยบนอาหารก็ช่วยทำให้ได้ประโยชน์เช่นเดียวกันค่ะ



 13. น้ำซุปผัก 1 ออนซ์ (30 มิลลิลิตร) = 1 แคลอรี
             
           ถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก หรือกำลังหลีกเลี่ยงไขมันละก็ น้ำซุปที่มาจากกระดูกสัตว์และเนื้อสัตว์ก็อาจจะมีไขมันด้วย ดังนั้นน้ำซุปผักจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนรักสุขภาพและหลีกเลี่ยงไขมันค่ะ เพราะน้ำซุปที่ต้มจากผักจะมีรสชาติหวานกว่าปกติ แถมยังมีแคลอรีต่ำอีกด้วย แต่ก็อย่าใส่เครื่องปรุงที่มีโซเดียมมากเกินไปนะ



  14. หัวหอมกับกระเทียมผัด = 9 แคลอรี
            
           คงจะเคยสังเกตกันใช่ไหมคะว่าทำไมในอาหารบางชนิดเวลาปรุงจะต้องนำกระเทียมและหัวหอมลงไปผัด นั่นก็เป็นเพราะกระเทียมและหัวหอมจะช่วยทำให้อาหารมีกลิ่นที่หอมมากขึ้น แถมยังสามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องกลัวอ้วนเลยล่ะค่ะ และถ้าอยากจะได้เครื่องเคียงสำหรับสเต๊กหรือสปาเกตตีละก็ ลองนำกระเทียมและหัวหอมลงไปผัดในน้ำมันมะกอกแล้วเติมผักสดตามใจชอบ แค่นี้ก็จะได้ผัดผักแสนอร่อยไว้รับประทานกับสปาเกตตีหรือสลัด รับรองได้ประโยชน์เพียบค่ะ



 15. น้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา = 5 แคลอรี
            
           น้ำส้มสายชูมีมากมายหลายชนิดให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นน้ำส้มสายชูบัลซามิก หรือน้ำส้มสายชูมักจากผลไม้ ซึ่งน้ำส้มสายชูมีแคลอรีต่ำ ไม่ต้องกลัวว่าทานแล้วจะอ้วน แถมยังช่วยปรุงแต่งรสชาติอาหารให้อาหารมีรสชาติเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ กำลังพอดี คราวหน้าถ้าอยากทานสลัดแบบคลีน ๆ ละก็ ลองราดน้ำส้มสายชูที่หมักจากผลไม้ลงในผักสลัดดูนะคะ รับรองว่าอร่อยแบบไม่ต้องพึ่งน้ำสลัดเลยล่ะ



 16. ผงกาแฟ 1 ช้อนชา = 4 แคลอรี
            
           ผงกาแฟ นอกจากนำไปชงเป็นกาแฟร้อน ๆ หอม ๆ ไว้ดื่มแล้ว รู้หรือเปล่าว่าผงกาแฟก็สามารถช่วยเพิ่มเติมรสชาติให้กับขนมบางอย่างได้ แค่เพียงโรยผงกาแฟลงไปในโยเกิร์ต ไอศกรีมไขมันต่ำ หรือพุดดิ้งวานิลา เท่านี้ก็จะทำให้ขนมหรือของว่างที่แสนธรรมดามีรสชาติที่ดียิ่งขึ้น แถมเจ้ากาแฟเหล่านี้ยังช่วยกระตุ้นให้รู้สึกตื่นตัวในเวลาที่ง่วง ๆ ด้วยล่ะค่ะ



 17. ผงโกโก้ 1 ช้อนชา = 4 แคลอรี
           
            ผงโกโก้ ส่วนประกอบสำคัญของช็อกโกแลตสุดโปรดของใครหลาย ๆ คน ไม่ได้มีดีแค่ช่วยทำให้อารมณ์ดีนะ แต่ยังมีธาตุเหล็ก แมงกานีส และสังกะสี ที่ช่วยในระบบไหลเวียนเลือด แถมยังมีสารฟลาโวนอยด์ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันอาการอักเสบได้ดีอีกด้วย ซึ่งผงโกโก้สามารถนำมาปรุงแต่งให้ ขนมหรือของว่างต่าง ๆ มีรสชาติที่ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะนำมาโรยลงบนข้าวโอ๊ต โยเกิร์ตไขมันต่ำ หรือแม้แต่พุดดิ้ง ก็ช่วยทำให้คุณเอร็ดอร่อยได้มากขึ้นแบบไม่ต้องกังวลเรื่องแคลอรีเลยล่ะค่ะ



 18. ผงอบเชย 1 ช้อนชา = 2 แคลอรี
            
           รสชาติของอบเชยที่หวานน้อย แถมยังมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้อบเชยถูกนิยมนำมาปรุงแต่งขนมมากมาก แต่รู้หรือเปล่าอบเชยไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงกับขนมเท่านั้น แต่ยังสามารถใส่ลงในเครื่องดื่ม ข้าวโอ๊ต หรือโยเกิร์ตได้อีกด้วย หรือจะโรยลงในถั่วและของว่างอื่น ๆ ก็ได้ค่ะ รับรองว่านอกจากไม่อ้วนแล้วยังได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ หรือช่วยบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายอย่างแน่นอนเลยค่ะ



 19. ชา 1 ช้อนโต๊ะ = 0 แคลอรี
            
           ไม่เชื่อกันใช่ไหมละคะว่าชาสามารถนำมาปรุงอาหารได้ แต่จริง ๆ แล้ว ในอาหารแถบเอเชีย โดยเฉพาะอาหารจีนนั้นมีการนำชามาใช้ในการปรุงแต่งอาหาร ไม่ว่าจะนำใบชาสด น้ำชา หรือแม้แต่ใบชาแห้งมาโรยลงบนอาหาร ยิ่งโดยเฉพาะน้ำซุป จะช่วยทำให้อาหารมีรสชาติดียิ่งขึ้นได้อย่างอัศจรรย์เลยล่ะ แต่ก็ไม่ควรให้ชงชาที่เข้มมากจนเกินไปนะคะ เพราะชาที่เข้มมากเกินไปก็ส่งผลเสียได้เช่นกัน

          เห็นไหมคะว่า นอกจากเครื่องปรุงที่เราใช้กันปกติแล้วยังมีหลาย ๆ อย่างที่เราสามารถนำมาปรุงแต่งรสชาติอาหารให้ดียิ่งขึ้นได้ แถมยังไม่มีแคลอรีสูงให้รู้สึกหงุดหงิดใจอีกด้วย ฉะนั้นถ้าเกิดเย็นนี้คิดเมนูอาหารออกแล้วแต่ไม่อยากใช้เครื่องปรุงอาหารแบบเดิม ๆ ล่ะก็ ลองใช้เครื่องปรุงจากธรรมชาติเหล่านี้ดูนะ รับรองว่าอาหารของคุณจะทั้งมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน รสชาติอร่อย และอุดมไปด้วยประโยชน์แน่นอนเลย

โดยที่สามารถดูขอมูลใน กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ที่มา : มาดูกัน ! 19 เครื่องปรุงรสจากธรรมชาติที่แคลอรีนิดเดียว