วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559

โรคเท้าเหม็น …คุณเป็นหรือเปล่า




  โรคเท้าเหม็น (Pitted Keratolysis)เป็นโรคที่พบมากในเขตร้อนพบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผู้ชายและผู้หญิง แต่จะพบได้บ่อยในผู้ชายเพราะจะมีเหงื่อออกที่ฝ่าเท้ามากกว่า และผู้ชายมักสวมถุงเท้าอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้เกิดการหมักหมมบริเวณเท้า


    คนเป็น โรคเท้าเหม็น หากสังเกตก็จะเห็นหลุมเล็กๆ ที่ฝ่าเท้าบางครั้งหลุมอาจรวมตัวกันเป็นแอ่งเว้าตื้นๆ มักพบตามฝ่าเท้าที่รับน้ำหนักและที่ง่ามนิ้วเท้า


     อาการที่แสดงออกมาของโรคเท้าเหม็นคือ ร้อยละ 90 เท้ามีกลิ่นเหม็นมาก ร้อยละ 70 คือเวลาถอดถุงเท้าจะรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า ส่วนอาการคันนั้นพบได้น้อยเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น



วิธีการรักษา โรคเท้าเหม็น

1. พยายามทำให้เท้าแห้งอยู่เสมอโดยอาจใช้แป้งฝุ่นฆ่าเชื้อโรยที่เท้าหรือยารักษาสิว (Benzoyl Peroxide)ก็นำมาใช้ได้เช่นกัน นอกจากนั้นก็อาจใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อราชนิดทาก็ได้


2.โบทอกซ์ที่ใช้แพร่หลายกันในเรื่องการลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าก็สามารถนำมาใช้รักษาโรคเท้าเหม็นได้ด้วย โดยการฉีดโบทอกซ์เข้าไปที่ฝ่าเท้าเพื่อลดเหงื่อที่ออกมากๆประมาณ 6-12 เดือน ก็จะเห็นผล (วิธีการนี้มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก 10,000-20,000 บาท ต่อครั้ง)


3. การใช้ไอออนโตเพื่อลดเหงื่อซึ่งเป็นวิธีการที่ปฏิบัติกันมากว่าเจ็ดสิบปีแล้วโดยทำบริเวณที่มีเหงื่อให้เหงื่อออกมาครั้งละ 20-30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งจนเหงื่อที่ออกลดลงเป็นปกติ วิธีนี้ไม่เจ็บ ไม่แพงแต่ก็ไม่นิยมในบ้านเรา


4. แช่เท้าในน้ำล้างเท้าผสมสูตรระงับกลิ่นทุกวันโดยใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที



สูตรผสมน้ำระงับกลิ่นเท้า

– น้ำอุ่นผสมน้ำส้มสายชูกับด่างทับทิม

– น้ำอุ่นผสมส้มฝานบางๆ อาจใช้มะนาวแทนก็ได้

– น้ำอุ่นผสมกระเทียมทุบ 2-3 กลีบ

– น้ำอุ่นผสมน้ำมะขามเปียก

– น้ำชาจีนอุ่นๆ ต้มแก่ๆ (สูตรนี้จะไม่ถูกกรดอ่อนๆ กัดเท้าเหมือนสูตรอื่น)



7 เคล็ดลับรักษาเท้าให้น่าคลั่งไคล้ 

1. จงเข้าใจว่าศัตรูของเท้าไม่ใช่ความแห้ง แต่เป็นกลิ่น ดังนั้นไม่ควรหมักหมมเท้าไว้ในรองเท้าให้นานเกินไปควรหาเวลาถอดเพื่อระบายเหงื่อหรือใช้สเปรย์แป้งเพิ่มความสดชื่นให้แก่เท้าอยู่เสมอ


2. เวลาล้างเท้าควรล้างอย่างพิถีพิถันโดยเฉพาะบริเวณแต่ละง่ามนิ้วเท้าควรใช้สบู่เด็กหรือผลิตภัณฑ์รักษาความสะอาดโดยเฉพาะเพราะบริเวณนั้นเป็นแหล่งรวมของเชื้อราเลยทีเดียว จากนั้นก็ล้างด้วยน้ำสะอาดให้หมดจด


3. ควรประณีตกับการล้างเท้าสักหน่อย โดยการใช้ หินลอย (Pumice Stone) มาขัดหนังที่แข็งกระด้างออกและไม่ลืมที่จะใช้เวลาในการเช็ดเท้าให้แห้งสนิทมากที่สุดด้วย


4. แล้วเมื่อเท้ามีอาการปวดเมื่อยจากการเดินหรือวิ่งก็ตาม ง่ายๆเลยเพื่อระงับความปวดเมื่อยคือ การนำเท้าไปแช่น้ำอุ่น (ผสมเกลือ)สัก 10-15 นาทีแล้วยกออก ตามด้วยการจุ่มน้ำเย็นสัก 1-2 นาที ก็จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายและยังทำให้ผิวเท้านุ่มขึ้นอีกด้วย


5. เมื่อมีเวลาว่างเมื่อใด ก็ควรนำเท้าไปนวดครีมหรือนวดน้ำมันเพื่อรักษาผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ


6. ไม่ควรใส่รองเท้าที่คับจนเกินไปเพราะนอกจากจะสร้างความเจ็บปวดแล้ว ยังทำให้เกิดแผลและตาปลาอีกด้วย


7. ไม่ควรทำเล็บที่ร้านเสริมสวยหรือใช้เครื่องมือของทางร้านเพื่อป้องกันความสกปรกหรือโรคผิวหนังที่จะติดมากับเครื่องมือเหล่านั้น (ทำด้วยตัวเองดีที่สุด)


 ที่มา :  http://women.mthai.com/beauty/health/19435.html

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เมนูอาหาร ลดน้ำหนัก ง่ายๆ ประจำตู้เย็น





หากเพื่อนๆ อยู่ในระหว่างแผนการควบคุมน้ำหนัก ซึ่งต้องอาศัยวินัยในการควบคุมอาหารเป็นอย่างมาก วันนี้เรามีเมนูอาหารที่เพื่อนๆควรจะมีติดตู้เย็นไว้ในช่วงการ ลดน้ำหนัก เราไปสำรวจกันเลยว่า ในตู้เย็นของเพื่อนๆ มีอาหารเหล่านี้อยู่หรือไม่

1.    สลัดผัก สำเร็จรูป
เดี๋ยวนี้หาได้ง่ายตามซุปเปอร์มาเก็ต หรือตามท้องตลาด อาจจะขายเป็นห่อ เป็นถุง หรือเป็นกล่อง ก็มีให้เลือกมากมาย สลัดผักส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย ผักใบเขียวต่างๆ เช่น ผักโขม ผักกาด กะหล่ำซอย แต่ถ้าอยากประหยัดเงิน เราก็ซื้อผักเหล่านี้มาติดตู้เย็นไว้เพื่อทำกินเองก็ได้ สลัดผักเป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ ทำให้เราทานได้เรื่อยๆเมื่อหิว กินยังไงก็ไม่อ้วน แต่ถ้าหากกลัวว่ากินแล้วจะเบื่อหรือไม่อยู่ท้อง เราก็หาพวกผลไม้ต่างๆมาติดตู้เย็นไว้ เพราะผลไม้ก็เป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำเช่นกัน เพียงแค่นี้ก็เป้นอีก 1 ข้อง่ายๆในการควบคุมน้ำหนัก

2.    เนื้อสัตว์ ที่มีโปรตีนสูงแต่ไขมันต่ำ
เช่น อกไก่เลาะหนัง กุ้งต้ม ทูน่ากระป๋อง อาหารเหล่านี้มีโปรตีนสูง และยังสามารถนำมาเก็บไว้ทานพร้อมสลัดได้อีกด้วย

3.    นมไขมันต่ำ นมพร่องมันเนย
สามารถหาซื้อได้ง่ายตามซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป ทำให้ร่างกายเราได้รับทั้งโปรตีนและแคลเซียม ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น แต่ถ้าเกิดเบื่อ เราก็สามารถทานโยเกิร์ตไขมันต่ำแทนก็ได้ เพื่อไม่ให้เมนูอาหารในการ ลดน้ำหนัก ซ้ำซากจำเจจนเกินไป

4.    ขนมปังโฮลวีต
ถึงแม้จะอยู่ในช่วง ลดน้ำหนัก แต่ร่างกายเราก็ยังต้องการคาร์โบไฮเดรต เพื่อเป็นพลังงานให้กับร่างกาย แต่เราก็ควรเลือกทานในปริมาณที่พอเหมาะ และเลือกเวลากินด้วย ไม่ควรกินอาหารประเภทแป้งในตอนเย็นหรือก่อนนอน ควรกินตอนเช้าเพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงาน และเผาพลาญในตอนกลางวัน ควรกินในปริมาณที่เหมาะสมเช่นกัน กินมื้อเช้า 2 แผ่นรวมกับอาหารอื่นๆให้ท้องอิ่ม ก็เพียงพอแล้วกับการลดน้ำหนัก

         เมนูอาหารลดน้ำหนักที่แนะนำเพื่อนๆมาทั้งหมด เป็นเมนูอาหารที่หาซื้อง่าย ทำเองได้ง่าย ช่วยให้เพื่อนๆลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น แต่อยู่ที่ว่าเพื่อนๆ จะมีวินัยในการกินแค่ไหน ใช่ว่าซื้ออาหารมาแช่ไว้ในตู้เย็นเฉยๆ แต่ไปกินข้าวข้างนอกซะพุงกาง แบบนี้ก็ไม่เรียกว่าการ ลดน้ำหนัก ซะแล้ว….

ที่มา 108health.com

วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ลดความอ้วน กับ เมนูอาหารเช้าแบบง่ายๆ




1. ข้าวโอ๊ต
เป็นหนึ่งในเมนูแนะนำของมื้อเช้าเลย เหมาะกับคนทุกวัยและทุกรูปร่าง เป็นตัวช่วยสำคัญในการทำความสะอาดระบบการย่อยในทางเดินอาหาร เรียกได้ว่าเคลียร์พื้นที่ในลำไส้นั่นแหละ ช่วยลดปริมาณระดับคอเลสเตอรอลที่ร่างกายจะได้รับเข้ามา ข้าวโอ๊ตหนึ่งถ้วยใส่นม หรือเติมช็อกโกแลตด้วยเล็กน้อยก็พอช่วยให้คุณอิ่มท้องได้แล้ว คาร์โบไฮเดรตในข้าวโอ๊ตช่วยเติมพลังให้คุณได้โดยที่ไม่มีแคลอรีสูงด้วย



2. ผลไม้สด
เริ่มต้นเช้าวันใหม่ เติมความสดชื่นด้วยผลไม้สด ๆ ชุ่มฉ่ำ เป็นวิธีธรรมชาติที่ช่วยลดไขมันส่วนเกินในร่างกายและขจัดสารพิษตกค้าง องุ่นสักพวง แอปเปิ้ลสักลูก หรือกีวีฝาน ช่วยให้ทั้งพลังงานและเติมความสดชื่น กินคู่กับนมหรือกาแฟสักแก้ว ก็จะได้สุดยอดอาหารเช้าไดเอ็ตแล้ว



3. ซีเรียลกับนม
สองคู่หูแสนอร่อย โดยเฉพาะสำหรับเด็ก ๆ คอร์นเฟล็กซ์กับนมอย่างง่าย ๆ นี้ให้พลังงานกับร่างกายคุณได้แน่นอน โดยไม่เพิ่มไขมันที่คุณย่อมไม่ต้องการ อาจเติมผลไม้ลงไปสักหน่อย เช่น พีช เบอร์รี่ หรือแอปเปิ้ล เป็นอาหารเช้าอย่างง่าย ๆ ที่ดีต่อการไดเอ็ตอย่างมาก



4. สลัดผัก
เหมาะกับช่วงหน้าร้อนอาจเป็นเมนูที่น่าเบื่อสำหรับบางคน แต่ก็ไร้ไขมันส่วนเกินนะ กินคู่กับผลไม้และนมสักหน่อยก็ช่วยให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉงได้ การกินผักสดตั้งแต่หัววันเป็นเรื่องดีมาก เพราะเป็นการเปิดทางให้ระบบย่อยอาหารนั้นโล่งสะดวก พร้อมรับอาหารในตลอดทั้งวันที่เหลือ



 5. มิลค์เชค
นม ชา หรือกาแฟปั่นนั้น เหมาะกับคนที่ชอบดื่มพวกชา และกาแฟมาก เพราะให้แคลอรีค่อนข้างสูงพอที่จะเติมพลังให้คุณ แต่ต้องคอยควบคุมน้ำตาล อย่าให้หวานเกินไปล่ะ เพราะจะกลายเป็นเพิ่มน้ำหนักให้คุณได้

ที่มา : http://women.mthai.com/beauty/health/108217.html

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เชอร์รี่ ผลไม้ ดีดี… วิตามินซี สูงงง




เชอร์รี่ เป็นผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน สาวๆญี่ปุ่นจะนิยมทานกันสดๆ เพราะจะมีประโยชน์ต่อผิวพรรณและสุขภาพอย่างมาก หรือเอามาทำเป็นเครื่องดื่มก็ช่วยเพิ่มความสดชื่นสดใสให้กับคุณสาวๆได้ไม่น้อยเลย
ประโยชน์ดีดีที่ได้จาก เชอร์รี่

              เชอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีวิตามินสูงงงงง….ที่สุดในบรรดาผลไม้ต่างๆ มีวิตามินซีสูงกว่าส้มประมาณ 30-80 เท่า แล้วแต่พันธุ์ของเชอร์รี่ เชอร์รี่ที่มีวิตามินซีสูงที่สุด คือ เชอร์รี่ กึ่งสุกกึ่งดิบ โดยสังเกตว่าเป็นช่วงที่มีสีเขียวปนส้ม วิตามินซีในเชอร์รี่จะช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ดูแลความงามผิวพรรณ ชะลอความแก่ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านมะเร็ง

ที่มาจากนิตยสาร Gossip Extra

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ล้างพิษ ด้วย ผลไม้



องุ่น

เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย เกลือแร่อุดม ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย


สับปะรด

มีเอนไซม์โปรเมลินสูง เอนไซม์ตัวนี้จะช่วยการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะ และช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น เชื่อกันว่าสับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่างๆที่สึกหรอ ช่วยการทำงานของต่อมไร้ท่อและช่วยกำจัดน้ำมูก

แอปเปิ้ล

เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารในแอปเปิ้ลจะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอปเปิ้ลยังมีเส้นใยมากจะทำหน้าที่เป็นไม้กวาด ทำความสะอาดลำไส้ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นน้ำย่อย นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ และยังเหมาะกับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วยค่ะ


มะละกอ มะม่วง แตงโม

ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่มะม่วงมีสารสำคัญน้อยกว่ามะละกอเล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ดังนั้นมันจึงช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับโปรเมลิน ทั้งมะละกอและมะม่วงดีสำหรับทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร เชื่อกันว่ามะละกอยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย


แตงโม

มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงช่วยฟอกล้างร่างกายได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันเลือดสูง ทำให้สบายท้อง น้ำคั้นจากเปลือกของแตงโมและเมล็ด หากดื่มก่อนกินเนื้อแตงโมในมื้ออาหารสักครึ่งชั่วโมง จะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเปลือกของแตงโมอุดมด้วยคลอโรฟิลล์และเมล็ดอุดมด้วยวิตามิน



ที่มา :  ddnature.co.th

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

กินวิตามิน.. เกลือแร่ แก้ แพ้อากาศ




คนไหนที่รู้ตัวว่ากำลังเป็นโรคแพ้อากาศ มีทางออกที่ช่วยลดการแพ้อากาศมาบอก…
    ลดอาการ แพ้อากาศ ได้โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และที่สำคัญควรกินผักผลไม้สด เพื่อให้ได้รับวิตามินและเกลือแร่ที่ช่วยลดการ แพ้อากาศ

 วิตามินและเกลือแร่ที่ช่วยลดการแพ้อากาศ ได้แก่

    – วิตามินซี ช่วยป้องกันและเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือด ป้องกันหวัดและการแพ้อากาศ แหล่งที่พบมากได้แก่ ฝรั่ง ส้ม และสับปะรด

    – วิตามินอี ช่วยสร้างภูมิคุ้นกัน ต้านอนุมูลอิสระ และเสริมสร้างเซลล์ผิวให้แข็งแรง แหล่งที่พบมากได้แก่ ธัญพืช ข้างกล้อง และรำข้าว

    – วิตามินเอ ช่วยต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างการทำงานของเซลล์เม็ดเลือด แหล่งที่พบมากได้แก่ ผักบุ้ง คะน้า ตำลึง แครอท มะเขือเทศ ฟักทอง มะละกอ และน้ำมันตับปลา

    – สังกะสี (Zinc) ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และป้องกันอนุมูลอิสระ แหล่งที่พบมากได้แก่ อาหารทะเล ธัญพืช และผลิตภัณฑ์นม

    – ซิลิเนียม (Selenium) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน แหล่งที่พบมากได้แก่ เนื้อสัตว์ ธัญพืช จมูกข้าว รำข้าว เห็ด และกะหล่ำปลี

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากลดอาการแพ้อากาศ ลองหาวิตามินและเกลือแร่ที่แนะนำมาทานกันดีกว่า.

ที่มา :  http://women.mthai.com/beauty/health/19486.html

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

7 วิธีหนีความอ้วน



1.ก่อนลงมือทานอาหารควรดื่มน้ำก่อนสักหนึ่งแก้ว
จะช่วยทำให้คุณทานอาหารได้น้อยลง แต่ก็อิ่มได้

2.ควรทานอาหารในถ้วยหรือจานใบเล็กๆ
เพราะการที่คุณต้องตักเพิ่มหลายๆรอบ จะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณทานเยอะพอแล้ว

3.การเคี้ยวอาหารต้องเคี้ยวให้ละเอียด
เคี้ยวประมาน 15-20 ครั้งแล้วค่อยกลืน การทานอาหารช้าๆทำให้คุณจะค่อยๆรู้สึกว่าอิ่มจนทานได้ไม่เยอะ

4.อย่ายืนทาน
ควรนั่งทานให้เป็นกิจลักษณะ เพราะการยืนทานจะทำให้คุณรู้สึกว่าเป็นการกินเล่นๆ แล้วคุณก็จะไปหนักในมือถัดไป

5.ทานอาหารแล้วอย่าทานหมดนะ
ต้องเหลือไว้บาง นิดหน่อยก็ยังดี บางคนอาจจะเสียดาย แต่อยากให้จำไว้ถ้าเรากินเพราะเสียดายก็ไม่มีทางผอมค่ะ กินเพื่ออยู่พอค่ะ อย่าอยู่เพื่อกิน ยังไงประโยคนี้ก็ยังใช้ได้อยู่นะค่ะ “You are what you eat”

6.ออกกำลังกาย
เล่นกีฬาที่เราถนัด เพื่อที่กล้ามเนื้อเราจะได้กระชับขึ้นและเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย

7.การทานอาหารเช้า
รู้ไหมว่ามันเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าคุณทานอาหารเช้า แล้วพอตอนบ่ายคุณทานอีก ตกเย็นคุณจะไม่หิวโซ จึงทำให้คุณทานอาหารเย็นได้น้อย และการเผาผลาญก็จะเร็วกว่าคนที่มาเริ่มต้นทานตอนบ่าย เคยมีคนบอกว่า “มื้อเช้าให้ทานอย่างพระราชา มื้อเที่ยงให้ทานอย่างคนธรรมดา มื้อเย็นให้ทานอย่างคนจน” เชื่อไหมค่ะถ้าทำตามนี้ผอมแน่ มื้อเช้าคุณอยากทานอะไรก็ตามใจเลยเต็มที่ แต่มื้อเย็นคุณควรทานแต่พอกิน นิดๆหน่อยๆพอ แล้วคุณเชื่อไหมว่าคุณไม่ต้องทนทรมานหิวโหยต้องอดมื้อกินมื้อ คุณกินได้ทุกมื้อแต่ต้องรู้จักกินเท่านั้นแหละค่ะ

อยากมาแนะนำให้คนที่อยากผอมแต่อยากกินทุกอย่าง แล้วน้ำหนักคุณจำค่อยๆลดลงเอง จริงๆสูตรการทานก็ไม่มีอะไรมาก

มื้อเช้า ทานอาหารหนักๆ พวกข้าว ก๋วยเตี๋ยว อยากทานขนมต่อก็ได้ค่ะ มื้อเช้าอยากทานอะไรก็ทานเต็มที่ค่ะ ทานให้อิ่มเลยนะค่ะ

มื้อเที่ยง ทานอาหารที่ไม่ใช่อาหารหลัก ทานพวกไส้กรอก ขนมปัง ไข่ ผลไม้ ขนมหวานก็ได้ ไปๆมาๆเหมือนทานอาหารเช้าเลย แต่ถ้าอยากทานข้าวก็ทานสักครึ่งจานพอค่ะ

มื้อเย็น ทานแค่พออิ่ม เช่น ส้มตำ ผลไม้ เกาเหลา อาหารเบาๆพอค่ะ เป็นอาหารที่ย่อยง่ายๆจะดีมาก


ที่มา : http://women.mthai.com/beauty/health/19313.html